กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์
 
การทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่จากกรณีศึกพริกป่นที่ผ่านมา หลายคนอาจมองว่าเป็นแค่การสร้างข่าวอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่ลึกๆ แล้ว ภายใต้เรื่องไม่เป็นเรื่อง เรื่องนี้กลับซ่อนความลึก ล้ำของกระบวนการทางกฎหมายเอาไว้ กระบวนการที่ว่านี้คืออะไร ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ พาไปหาค้นหา แล้วจะรู้ว่า เรื่องใหญ่ๆ อาจจะกลับกลายเป็นเรื่องเล็กๆ ก็ได้จากเรื่องราวต่อไปนี้

แค่คำว่า 'กวนteen' ที่สบถออกมาจากปากน้อยๆ ของเด็กชายอายุ 14 ก็ทำให้พริกป่นเพียงไม่กี่ช้อน กลายเป็นเรื่องดังระดับเจ้ากระทรวงตราชั่งต้องมานั่งเคลียร์ข้อบาดหมางด้วยตัวเอง

สำหรับคนที่ไม่เข้าใจ อาจคิดว่า การออกโรงครั้งนี้ ไม่ต่างอะไรกับการตำน้ำพริก (ป่น) ละลายแม่น้ำ หรือถ้าคิดให้น้อยที่สุด ก็แค่ 'ขำๆ ' กับมหกรรมลูบหลังลูบไหล่คราวนี้ - ลูกอม 34 บาท ในร้านเจ๊เล้งเมื่อหลายเดือนก่อน ก็ไม่ต่างกัน
 

สุวัจน์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะเป้าสปอตไลท์ คงได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้มาหนาหู และเมื่อสบโอกาส เจ้าตัวจึงขอพูดอะไรบ้าง

'คนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องง่ายๆ เชยๆ ไม่เห็นจะต้องเอาขึ้นไปข้างบนให้วุ่นวาย ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ไปได้ แต่ที่ผมทำไปก็เพื่อสร้างอีกทางเลือกหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมที่นุ่มนวลกว่า' ทั่นว่าเอาไว้เมื่อคราวเป็นประธานเปิดการประชุมทางวิชาการเรื่อง 'กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์กับสังคมไทย' เมื่อปลายอาทิตย์ที่ผ่านมา
และกระบวนการยุติธรรมนุ่มนวลกว่าที่ว่านั้นเอง ทำให้คำหยาบไม่เข้าหูสองพยางค์ของเด็ก กลายมาเป็น 'ป้า ป้า หนูขอโทษนะ' เจ๊แขกเจ้าทุกข์ได้ฟังถึงกับร้องไห้ หลังจากยืนกรานว่า '

เจ๊ไม่ยอม' มาโดยตลอด
เยียวยาดีกว่าแก้แค้น
ตอนจบแบบหักมุมเช่นนี้ ดูเผินๆ อาจคล้ายกับการจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งของละครหลังข่าว แต่เนื้อหาของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) ยังมีมากกว่านั้น
ลูกอมกับพริกป่น จัดเป็นแค่โหมโรงอย่างหนึ่งเท่านั้น ทั้งนี้ ก็เพื่อจูงให้คนหันมามองและสนใจว่ากระบวนยุติธรรมข้างต้นนั้นคืออะไร

ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ผู้ริเริ่มและนำเข้าแนวคิดเรื่องกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ในประเทศไทย แนะนำของใหม่ให้ฟังว่า

เป็นการนำทั้งผู้กระทำผิด ผู้เสียหาย และอาจรวมถึงชุมชน มาสมานรอยร้าว ปรับความเข้าใจ ชดใช้ มาเยียวยากัน
'ที่สุดแล้ว ผู้เสียหายอาจไม่ได้รับการชดใช้ แต่อย่างน้อยก็ได้รับการบรรเทาผลร้าย ผู้ทำผิดขอโทษ แสดงความรับผิดชอบ และบอกถึงสาเหตุของการทำผิด'
เดิมที กระบวนการยุติธรรมทางอาญาโดยทั่วไป จุดประสงค์อยู่ที่การเอาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ โดยให้รัฐแก้แค้นทดแทน ปลายทางที่ผู้เสียหาย หรือเหยื่อได้รับ คือ ความยุติธรรม

อาจมีความรู้สึกอื่นปะปนเข้ามาบ้างคือความสะใจ ส่วนผู้กระทำผิดก็คอตกเดินเข้าซังเต ไปเบียดที่กินที่นอนอยู่ในคุกอันล้นทะลัก

เราจะไม่พูดถึงความผิดอุกฉกรรจ์ที่คนทำผิดสมควรต้องชดใช้ไปตามบทบัญญัติทางกฎหมาย แต่สำหรับคดีเล็กๆ น้อยๆ ทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือความจำเป็น โดยเฉพาะกับเด็ก

ด้วยแล้ว จะปิดประตูสู่สังคมกันตั้งแต่กระทงแรกเลยหรือ?
ตั้งแต่มิถุนายน พ.ศ.2546 กรมพินิจและคุ้มครองและเยาวชน เริ่มเอากระบวนการนี้มาใช้ เพราะเห็นช่องว่างที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความอาญาเด็กและเยาวชน มาตรา 36 เปิดช่อง

ไว้ในกรณีผู้อำนวยการสถานพินิจฯ เห็นว่า ไม่ควรฟ้องเด็ก โดยเลือกใช้กับความผิดจำคุกไม่เกิน 5 ปี และจนถึงวันนี้ทดลองใช้ไปแล้วประมาณ 5,500 คดี ผลปรากฏว่า มีถึง 3,900 คดีที่

อัยการตัดสินไม่ส่งฟ้อง
'ใช้กับเด็กแล้วได้ผล เพราะเห็นง่ายที่สุด กรณีเด็กขโมยลูกอม เด็กผิดแน่นอน ควรถูกลงโทษแต่จะเป็นการลงโทษแบบเดิม ส่งฟ้อง ขึ้นศาล ส่งตัวเข้าสถานพินิจฯ อีกแล้วหรือ ทำอย่างนี้

เด็กจะมีประวัติติดตัว ไม่ได้รับการเยียวยา ออกมาอาจทำผิดซ้ำอีก'
แต่อธิบดีกรมคุมประพฤติ เสริมว่า กระบวนยุติธรรมที่เขาแนะนำ เชื่อในการให้โอกาส เพราะความผิดรุ่นจิ๋วเหล่านี้มี Behind the scene ที่เจ็บปวด โดยเฉพาะเรื่องราวที่กำลังจะเล่าให้

ฟังต่อไปนี้
เด็กรั้วโรงเรียนนานาชาติคนหนึ่ง ฐานะดี เกิดไปก่อคดีขโมยโทรศัพท์มือถือของเพื่อน เรื่องจึงถูกส่งไปยังกรมพินิจฯ โดยเอากระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ เรียกให้ง่ายขึ้น

ว่าการประชุมกลุ่มครอบครัว ทั้งผู้เสียหาย ผู้กระทำผิด ครอบครัวทั้งสองฝ่าย อัยการ และนักสังคมสงเคราะห์มาล้อมวงคุยกัน
ทุกฝ่ายมีโอกาสได้พูด แต่ไฮไลต์ของการประชุมวันนั้น กลับอยู่ที่ความในใจที่พรั่งพรูของเด็กคนนี้
'ไม่สนใจหรอก จะไปติดคุกหรือสถานพินิจก็ช่าง หนูอยากจะตายด้วยซ้ำ เพราะที่ผ่านมาชีวิตหนูก็ไม่เคยมีความสุขอยู่แล้ว ตอนไหนจะเริ่มมีความสุข เริ่มเข้ากับเพื่อนได้ ก็ต้องย้าย

โรงเรียนไปหาเพื่อนใหม่ พ่อแม่ก็ไม่เคยมีเวลาให้ หนูอยากตาย ไม่ต้องมาเถียงกันหรอก จะเถียงกันทำไม เรื่องเล็ก' ภูมิหลังของเด็กคนนี้ พ่อแม่อยู่ต่างประเทศมาโดยตลอด จึงต้องย้าย

โรงเรียนเป็นว่าเล่น
วินาทีนั้น แม่ของเด็กที่ถูกขโมยโทรศัพท์ ก็ปรี่เข้ามากอดเด็กคนนั้นทันที บอกอีกด้วยว่า 'หนู ไม่เป็นไรหรอก แก้ไขได้ ไม่มีปัญหา'
แน่นอน การยอมความจึงตามมา แต่ผลที่มากกว่านั้นคือ ทุกฝ่ายได้รู้ความจริง และระดมสมองฉุดเด็กคนนี้ให้ขึ้นมา ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดกว่าการส่งตัวไปให้กระบวนการทาง

กฎหมายดัดนิสัย
อีกเคสหนึ่ง เด็กหญิงและเด็กชาย ภูมิลำเนาอยู่ทางภาคเหนือ เกิดได้เสียกันจนฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ขึ้นมา ความที่กลัวความผิดและไม่อยากให้ใครรู้ ทั้งคู่จึงพากันไปทำแท้ง และด้วยความไม่รู้ จึงร่วมกันเอาศพไปฌาปนกิจด้วยการเผา เผอิญมีคนเห็นเข้า จึงถูกจับ
'เอาทั้งสองคนมานั่งคุย เขาก็บอกว่าเสียใจ ไม่ได้ตั้งใจ ขอโทษพ่อแม่ สุดท้ายทุกฝ่ายจึงหาทางออกด้วยการให้ผู้ชายไปบวชเณร และผู้หญิงไปบวชชีพราหมณ์ ต่อด้วยการไปทำ

งานบริการสังคมสักพัก ผมไม่แน่ใจหรอกว่าคนส่วนใหญ่จะรู้สึกยังไง แต่แน่ใจว่าทั้งสองคนสำนึก ถ้าเอาเขาไปลงโทษจริงๆ จะไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย' วันชัย รุจนวงศ์ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ยกตัวอย่าง

ทั้งนี้ทั้งนั้น ในกระบวนการนี้ไม่มีการบังคับ หรือชี้นำให้ผู้เสียหายยอมความ ต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจ และที่สำคัญเด็กต้องแสดงให้เห็นว่าสำนึกผิดจากใจจริง ไม่ใช่แค่ทำส่งๆ พอให้พ้นคดีไป

แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าเด็กเหล่านี้ สำนึกผิดจริง เรื่องนี้ อุษณา ช่างหล่อ พนักงานคุมประพฤติ 5 กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ที่ลงมือภาคปฏิบัติมาตั้งแต่ต้น บอกว่า ก่อนอื่นต้องมีการพูดคุยที่มาที่ไปให้ชัดเจนในทุกๆ ฝ่าย และเด็กกับผู้ปกครองต้องเซ็นรับรองว่าจะไม่ทำผิดซ้ำ โดยกรมพินิจฯ จะติดตามผลและผู้กระทำผิดเองต้องมารายงานตัวทุก 3 เดือน
'เบื้องต้นต้องทำให้เขารู้จักค่านิยมที่ถูกต้อง รักตัวเอง เคารพคนอื่น ต้องค่อยๆ หล่อหลอมด้วยวิธีทางจิตวิทยาและกิจกรรมเสริม เพื่อปรับพฤติกรรม และเราเอามาใช้กับโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี เช่น ลักทรัพย์ เสพยา ทำร้ายร่างกายเล็กๆ น้อยๆ เด็กเหล่านี้ปรับพฤติกรรมได้ง่ายกว่า ส่วนคดีร้ายแรงอย่างรุมโทรม หรือทำร้ายผู้อื่นถึงขั้นเสียชีวิต ก็ต้องส่งให้กระบวนการยุติธรรม

กระแสหลักจัดการไป' อธิบดีกรมคุมประพฤติ เสริมปฏิบัติการดัดไม้แก่
ศึกพริกป่นและลูกอมระดับชาติ เป็นเพียงแค่การแนะนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ให้คนภายนอกได้รู้จักและหันมามองเท่านั้น จริงๆ แล้วกระบวนการนี้ทำการดัดนิสัย

ผู้ใหญ่มานักต่อนักแล้ว โดยเฉพาะรายที่ชอบเมาแล้วขับ เข็ดหลาบไปหลายรายแล้ว
คัตเอาท์ข้างทาง 'ไวน์ขวดละแสน เปลี่ยนผู้บริหารให้กลายเป็นเด็กโบกรถ' หนึ่งในงานอาสาจราจร ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างในโครงการดัดไม้แก่นี้
นิตยา โควสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติ ประจำศาลแขวงพระนครเหนือ 1 ใน 11 สำนักงานนำร่องในการใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ มาใช้ในการสืบเสาะและพินิจ
'เราเอามาใช้ในคดีที่จำเลยรับสารภาพและระดับคดีไม่ร้ายแรงมาก ส่วนใหญ่หนีไม่พ้นเรื่องขับรถประมาท สำหรับคนเหล่านี้เราจัดงานบริการสังคมให้ทำระหว่างถูกคุมประพฤติ แต่

ทั้งนี้ทั้งนั้น โทษเดิมไม่ว่าจะเป็นการปรับ รอลงอาญา หรือจำคุก ผู้กระทำผิดก็ยังต้องรับ ไม่มีการยกเว้นให้' ผอ.หญิง ทำความเข้าใจในขั้นต้น
หลักสูตรเข้มข้นสำหรับคนเมาแล้วขับ เริ่มตั้งการปฐมนิเทศ รายงานตัวให้ครบ 5 ครั้งใน 1 ปี ถ้ามาสายครั้งใดครั้งหนึ่ง จะให้กลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ และในระหว่างนั้นแต่ละคนจะ

ได้รับมอบหมายภารกิจ ภายใต้ 'งานบริการสังคม' ที่แตกต่างกัน มีให้เลือกหลากหลาย ดังต่อไปนี้
'เวรเปลเฉพาะกิจ' - มีหน้าที่เฝ้าประจำตรงจุดรับผู้บาดเจ็บฉุกเฉินตามโรงพยาบาล และช่วยหามไปถึงมือแพทย์ โดยมีเสียงโอดโอย เลือด ขู่สำทับตลอดทาง
'นักปฐมพยาบาลมือใหม่' - ในเนื้องานจะต้องไปประจำในหวอด ที่เพิ่งพ้น ICU มาหมาดๆ นักบำเพ็ญประโยชน์เหล่านี้ จะต้องไปช่วยพลิกตัว ป้อนอาหารเหลว ให้คนไข้รายประสบ

อุบัติเหตุจนช่วยตัวเองไม่ได้ หรือไม่ก็ไปสวมบทเป็นนักกายภาพบำบัดสมัครเล่น คอยพลิกฟื้นสมรรถภาพให้ผู้โชคร้ายเหล่านั้น
'ไกด์รอบกรุง' - คนขาดีต้องไปช่วยเข็นวีลแชร์ให้กับคนพิการที่โดนลูกหลงจากการเมาแล้วขับ โดยทัวร์รอบเกาะรัตนโกสินทร์ นำร่องไปก่อนหน้านี้แล้ว
ส่วนวัยรุ่นหญิงที่กินสัดส่วนตรงนี้ราว 3-5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาฐานะทางสังคมค่อนข้างดี ทางกรม จึงเล็งเห็นว่า น่าจะส่งตัวไปโรงเรียนสอนคนตาบอด ใช้มันสมองเท่าที่มี อ่านหนังสือสื่อจินตนาการให้คนโลกมืดฟัง หรือไปช่วยงานเป็นอาสาสมัครที่สถานสงเคราะห์เด็กพิการซ้ำซ้อน
'เท่าที่คุย เด็กผู้หญิงเหล่านี้ ไม่ค่อยรู้จักความลำบาก ไม่สู้ เลยคิดให้เขาได้ทำอะไรที่รู้สึกว่าตัวเองมีค่ามากขึ้น' นิตยา พูดยิ้มๆ

ภายใต้เนื้องานอันแตกต่างกัน แต่เจตนาร่วมอยู่ที่การปรับจิตสำนึก เพราะไม่ว่างานบริการประเภทไหน คนเมาแล้วขับจะได้มีโอกาสพูดคุยกับเหยื่อ นำไปสู่การรับรู้ เข้าใจ หรืออย่าง

น้อยก็ได้สัมผัสบรรยากาศเศร้าและหดหู่ จากสิ่งที่พวกเขาเกือบทำลงไป ซึ่งการระวางโทษในระดับปรับไปจนถึงจำคุก ไม่ได้ให้ผลน่าชื่นใจอย่างนี้
กิตติวัฒน์ เจริญสุข พนักงานออฟฟิศวัยเบญจเพส ซึ่งผ่านงานเข็นวีลแชร์มาเมื่อปีที่แล้ว แชร์ประสบการณ์ตรงนี้ให้ฟังว่า
'แรกๆ ก็คิดว่าทำให้เสร็จๆ ไป แต่พอได้ทำจริง ได้เข็นคนที่พิการตั้งแต่คอลงไป จากคนดีๆ คนหนึ่งต้องหมดอนาคต เลยรู้สึกว่าอยากทำอะไรเพื่อเขา เขาเองรู้ว่าเราทำผิดอะไรมา ยังไม่

แสดงท่าทีรังเกียจเลย ผมยิ่งรู้สึกผิด มันเหมือนเขาให้โอกาสผมปรับตัวนะ'
แม้โทษของกิตติวัฒน์จะจิ๊บจ๊อยแค่แอลกอฮอล์เกินมาตรฐาน แต่พอได้มายืนหลังวีลแชร์ ชายหนุ่มรู้สึกได้ทันทีถึงผลกระทบจากความประมาทของคนข่ายเดียวกับเขา ภาพและบท

สนทนาในวันนั้นทำให้กิตติวัฒน์เปลี่ยนพฤติกรรมบ้างเล็กน้อย โดยการจอดรถทิ้งไว้ที่บ้าน แล้วหันมาโบกแท็กซี่แทน ส่วนปริมาณและความถี่ในการดื่ม ยังเท่าเดิม
ที่ผ่านมา มีคนผ่านหลักสูตรนี้ไปกว่า 8,000 คนแล้ว แต่ใช่ว่าปฏิบัติการดัดนิสัยนี้จะใช้ได้กับทุกคน จากการประเมินผลคนเมาแล้วขับที่ถูกส่งตัวมายังสำนักงานคุมประพฤตินั้น มีการ

ศึกษาตั้งแต่ ปวช.ไปจนถึงปริญญาเอก ความคิดอ่านตามวัยและวุฒิภาวะเหล่านี้ มีผลทำให้อีโก้แต่ละคนสูงเป็นพิเศษ แทนที่การบำเพ็ญประโยชน์จะไม่ช่วยให้สำนึกแล้ว ซ้ำร้ายหลาย

รายยังลามโกรธแค้นด้วยความถือตัว
เรื่องนี้ ผอ.สำนักคุมประพฤติ ยอมรับว่า เป็นปัญหาสำคัญและเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ เพราะเท่าที่สำรวจ คดีเมาแล้วขับไม่ได้มีการลดจำนวนลงเลยนับตั้งแต่นำเข้าโครงการนี้
'คนเก่าเข็ดไป คนใหม่ๆ ก็เข้ามาทำอีก วิธีการนี้จึงได้ผลแค่สร้างจิตสำนึกในปลายทาง แต่ต้นทางเรายังหาวิธีป้องกันหรือตักเตือนไม่ได้' จุดอ่อนจากทัศนะของนิตยา
การกลับมาของกฎหมู่?
หากนับอายุกันจริงๆ กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์นั้นมีศักดิ์เป็นพี่กระบวนการยุติธรรมกระแสหลักอยู่หลายร้อยปี เพราะตัวแรกนั้นเติบโตมาจากภูมิปัญญาดั้งเดิมตั้งแต่มนุษย์

เริ่มจัดตั้งชุมชน ที่ใช้การประชุมกลุ่มครอบครัวมาตัดสินเรื่องราวที่เกิดขึ้นซึ่งมีชาวเมารี ชนพื้นเมืองของนิวซีแลนด์เป็นต้นแบบ หรือวงกลม (การล้อมวง) เพื่อสันติภาพของอินเดียแดง

เผ่านาวาโฮ กระทั่งกฎหมู่สมัยก่อนในสังคมไทย
แต่เพราะวิธีการโบราณเหล่านั้น ดูโหดร้ายเกินไปสำหรับจำเลย จึงต้องคิดค้นกระบวนการยุติธรรมสมัยใหม่เข้ามาจัดขบวนให้เป็นระบบแบบแผนมากขึ้น
ฉะนั้นทั้งสองแบบจึงมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ไม่สามารถทดแทนกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เรื่องนี้ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้แนวคิดไว้ว่า
'ความเป็นจริงของมนุษย์และสังคม ต้องมีทั้งคนดีและคนชั่ว การเอาของเก่ามาใช้เป็นเรื่องดี แต่ของใหม่สมควรมีเพื่อลงโทษให้หลาบจำ ถึงจะเรียกได้ว่ากระบวนการยุติธรรม'
เพราะสมัยนี้ รูปแบบการกระทำผิดมีความละเอียดซับซ้อนมากขึ้น การหันกลับไปเรียกของเก่ามาใช้ก็อาจวิ่งตามกลเล่ห์ไม่ทัน ครั้นจะใช้แต่ของใหม่มาทุบโต๊ะตัดสิน ความผิดบางเรื่อง

ก็ลึกลับซับซ้อนมากกว่านั้น

ยกตัวอย่างเรื่องนี้.......
สามีภรรยาคู่หนึ่ง อยู่กินกันมาปีเศษๆ มีแต่เรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันตลอด จนระยะหลังรุนแรงถึงขั้นทำร้ายร่างกายและทรัพย์สินฝ่ายตรงข้าม ล่าสุด ภรรยาไปก่อคดีทุบกระจกรถสามี

จนแตกละเอียด เรื่องร้อนถึงโรงพัก
คุยกันไปคุยกันมา ภรรยาไม่ยอมชดใช้และสามียืนยันขอแยกทาง กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์จึงเข้ามาในโครงการ 'ครอบครัวสมานฉันท์' ในความดูแลของสำนักงานคุม

ประพฤติ (โรงซ่อมสามีที่เคยเป็นข่าวก็เป็นหนึ่งในโครงการนั้น)
'เจ้าหน้าที่คิดว่า ถ้าสองคนนี้หย่ากันจริงๆ โอกาสที่จะกลับมาทำร้ายกัน มีสูงมาก เลยขอให้ทั้งสองกลับมาคุยกันใหม่ ถามไถ่กันอีกรอบว่า จริงๆ แล้วต้องการอะไรกันแน่' ผอ.สนง.คุม

ประพฤติเล่าให้ฟัง
นั่งใจเย็นๆ คุยกันสักพัก เจ้าหน้าที่เริ่มจับเค้าลางๆ ได้ว่า จริงๆ แล้วทั้งคู่ไม่ได้อยากแยกกัน และฝ่ายชายก็ไม่ได้ต้องการเรียกค่าเสียหายแต่อย่างใด ฝ่ายหญิงจึงเริ่มเผยความรู้สึกลึกๆ ออก

มาก่อนว่า 'เหมือนสามีไม่รัก' ฝ่ายชายได้ทีสวนกลับมาว่า 'อยู่ด้วยกันตั้งนาน ไม่เห็นเธอบอกรักผมสักคำ'
เมื่อเครื่องเริ่มร้อน ภรรยาตัดพ้อต่อทันทีว่า 'ทะเลาะกันทีไร เป็นต้องไล่ออกจากบ้านทุกที'
'ที่ไล่เพราะนึกว่าเธอไม่รัก' สามีโต้
ภรรยา 'รักสิ ไม่รักจะมาอยู่ด้วยกันทำไม'
แค่ประโยคนี้ประโยคเดียว ก็คลี่คลายเรื่องราวทั้งหมดอย่างง่ายดาย เรื่องจบลงที่ทั้งคู่กอดกันกลมแล้วพากันเดินออกไปอย่างมีความสุข ปล่อยให้เจ้าพนักงานนั่งงงอยู่อีกนานสองนาน
เรื่องจริงเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า บางคดี แพ้-ชนะ ก็ไม่ใช่คำตอบเสมอไป

สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรุงเทพธุรกิจ
ประจำวันที่ 9 เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2548 ประเภทข่าวบทความยุติธรรม
หน้าที่ ออนไลน์ จำนวน 5 หน้า 
 
 


โครงการเยาวชนพลยุติธรรม
457/33 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 35 แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย 10700
โทร.0-2412-3284 , 0-1826-3932 โทรสาร 0-2864-9328
www.powerjustice.com E-mail : powerjustice.com@gmail.com , sinloyma@gmail.com
ติดต่อ webmaster : suphan_tun@hotmail.com