กระทรวงยุติธรรมยุคใหม่
 
คำว่า “ปฏิรูป” ดูเหมือนว่าจะเป็นคำยอดนิยมในสมัยนี้ เพราะตลอดช่วงเวลาเกือบสิบปีที่ผ่านมา เราได้ยินกันมาแล้วทั้งการปฏิรูปการเมือง การปฏิรูปการศึกษา หรือแม้แต่การปฏิรูประบบสาธารณสุข มาบัดนี้ทุกถ้อยคำข้างต้นจะตกเป็นรอง คำว่า “การปฏิรูประบบราชการ” เสียแล้ว ก่อนจะไปถึงประเด็นเรื่องอื่น คงต้องสร้างความเข้าใจให้ตรงกันเสียก่อนว่า “การปฏิรูป”นั้นหมายความว่าอะไร

การปฏิรูปคือ การเปลี่ยนแปลงจัดรูป จัดโครงเสียใหม่ และแน่นอนว่าการจัดรูปโครงขึ้นใหม่นั้น ย่อมมีความมุ่งหมายที่จะแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าสิ่งที่มีอยู่เดิม อันที่จริงของที่มีอยู่เดิมนั้น ไม่ใช่ของชั่วร้ายเสียทั้งหมด แต่เมื่อวันเวลาเปลี่ยนไป สภาพการณ์และปัจจัยแวดล้อมทั้งหลายไม่มีสภาวะใดอยู่คงที่ ระบบหรือการงานสิ่งใดที่ตั้งขึ้นไว้แต่ก่อน ด้วยสมมุติฐานหรือปัจจัยดั้งเดิม ก็จำต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องเท่ากันกับการเปลี่ยนแปลงที่มาเยือนด้วย
 

          ถ้าแข็งขืน ไม่ยอมปรับตัว หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ต้องทำเหมือนวันวาน สุดท้ายภัยก็จะมาถึงตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหมือนอย่างที่สัตว์โลกบางชนิดที่สูญพันธุ์ไปแล้ว เพราะไม่ยอมปรับตัวเข้ากับโลกที่เปลี่ยนไป

         เมืองไทยของเราได้เคย “ปฏิรูป” ระบบราชการเช่นนี้มาแล้วอย่างน้อยสองครั้ง ครั้งแรกคือ เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถท่านจัดระบบราชการใหม่ แยกเป็น เวียง วัง คลัง นา หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เสนาบดีจตุสดมภ์ มีอัครมหาเสนาบดี คือ สมุหนายก และสมุหพระกลาโหม กำกับราชการ เราอยู่อย่างนี้มาหลายร้อยปี จนถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไทยเราก็ยกเครื่องระบบราชการครั้งใหญ่ โดยยกเลิกระบบเสนาบดีจตุสดมภ์ และแบ่งราชการเป็นกระทรวงแบบใหม่ 12 กระทรวง ตามความจำเป็นของภารกิจในเวลานั้นมาบัดนี้ เวลาล่วงไปอีกหนึ่งร้อยกว่าปี เป็นยุคสมัยที่กำลังจะปฏิรูประบบราชการกันใหม่อีกครั้งหนึ่งในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ และต้องกล่าวว่าเป็นการยกเครื่องครั้งสำคัญของราชการไทยอีกครั้งหนึ่งทีเดียว

          ท่ามกลางกระแสข่าวของการปฏิรูปราชการในขณะนี้ ข่าวของ “กระทรวงยุติธรรม” ดูเหมือนจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษยิ่งกว่าอีกหลาย ๆ กระทรวง เพราะแต่เดิมมาก่อนจะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หรือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กระทรวงยุติธรรมในสายตาของคนทั้งหลายเป็นกระทรวงที่มีบทบาทและความสำคัญน้อย เพราะมีหน้าที่หลักแต่เพียงการดูแลงานด้านธุรการของศาลยุติธรรมเท่านั้น กระทรวงยุติธรรมเองมีกรมอยู่ในสังกัดเพียงสองสามกรม เช่น กรมคุมประพฤติ และกรมบังคับคดี ผู้บริหารที่เป็นข้าราชการฝ่ายประจำของกระทรวงยุติธรรมส่วนมากก็เป็นผู้พิพากษาที่โอนมาทำงานทางธุรการชั่วคราว ทำงานในหน้าที่ทางกระทรวงชั่วระยะเวลาหนึ่ง ก็ย้ายกลับไปทำงานเป็นผู้พิพากษาต่อไป ครั้นเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ ศาลยุติธรรมท่านมีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นหน่วยงานอิสระแยกเอางานธุรการของศาลยุติธรรมไปดูแล จึงเป็นโอกาสเหมาะและโอกาสสำคัญที่จะจัดรูปกระทรวงยุติธรรมเสียใหม่ ให้สอดคล้องกับภารกิจที่เกิดขึ้นใหม่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ รวมทั้งภารกิจที่เกิดขึ้นใหม่ตามสภาพปัญหาของสังคมที่ก้าวเดินเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

          กระทรวงยุติธรรมในโฉมใหม่ ต้องมีบทบาทในฐานะหน่วยงานเสริมสร้างและอำนวยความยุติธรรมให้เกิดมีขึ้นในสังคมไทยให้จงได้

          การปฏิรูประบบราชการโดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงยุติธรรม จึงอาจเรียกอีกนัยหนึ่งว่าเป็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทยไปพร้อม ๆ กันทีเดียวก็ว่าได้

          การจัดโครงสร้างกระบวนการยุติธรรมครั้งนี้ อยู่บนพื้นฐานของหลักสำคัญสามประการ กล่าวคือ

          ประการแรก ระบบงานยุติธรรมจะมี “เจ้าภาพ” ที่มีตัวตนชัดเจน การประสานงานจะมีความเป็นเอกภาพการแก้ไขปัญหาความบกพร่องในระบบงานยุติธรรมที่มีอยู่จริงในปัจจุบัน จะไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบแยกส่วนคิดทีละกอง ทีละกรม หากแต่ต้องเป็นการแก้ไขร่วมกันทั้งระบบ ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมฝ่ายบริหาร (ไม่รวมฝ่ายตุลาการ) จะมาอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าภาพ คนเดียวกัน ตัวอย่างเช่น ในปัจจุบันบ้านเมืองของเรามีปัญหายาเสพติดเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรง หากเราจะกำหนดนโยบายให้ผู้ติดยาเสพติด พึงถูกปฏิบัติอย่างผู้ป่วยไม่ใช่อาชญากร หากแต่ต้องนำตัวผู้ติดยาเสพติดเหล่านั้นมา “บังคับบำบัด”ระบบการทำงานของสายงานยุติธรรมต้อง “ปรับตัว” ครั้งสำคัญ เริ่มตั้งแต่การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเบื้องต้นจะจับหรือควบคุมตัวอย่างไร จะมีระบบการตรวจพิสูจน์ทางการแพทย์เพื่อยืนยันสภาพการเป็นผู้เสพยาอย่างไรในทางคดี จะประสานกับพนักงานอัยการอย่างไร จะส่งตัวผู้เสพยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการบังคับบำบัดซึ่งมีกรมคุมประพฤติเป็นหน่วยงานปฏิบัติอย่างไร จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องให้อยู่ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเสมอไปทุกราย หรือเรามีกลไกอื่นที่จะช่วยดูแลแก้ไขรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะเป็น “เจ้าภาพ” ประสานงานเหล่านี้ได้หรือไม่ ถ้าหน่วยงานในระบบงานยุติธรรมยังแยกท่อนแยกส่วนกันอยู่อย่างทุกวันนี้

          ประการที่สอง เพื่อเสริมสร้างและอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน หน่วยงานในระดับกรมหลายหน่วยจะมีการจัดตั้งขึ้นใหม่ ตามภารกิจที่เปลี่ยนแปลงและเพิ่มพูนขึ้น อาทิเช่น สิทธิและเสรีภาพของ ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิเสรีภาพที่รับรองไว้โดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มีสิทธิของผู้เสียหาย สิทธิของพยาน สิทธิของจำเลยผู้บริสุทธิ์ ฯลฯ เป็นต้น จะมีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเป็นหน่วยรับผิดชอบโดยตรง การพิสูจน์พยานหลักฐานเพื่อใช้ประโยชน์ในการพิจารณาคดีทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง ซึ่งบัดนี้มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น และพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์กำลังทวีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ซึ่งจะจัดตั้งขึ้นใหม่ ก็จะเข้ามาดูแลกำกับมาตรฐานและเป็นหน่วยประสานการปฏิบัติด้วย หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง สำนักงานกิจการยุติธรรม หน่วยงานนี้จะดูแลรับผิดชอบการวางแผนกระบวนการยุติธรรมของชาติทั้งระบบ จัดให้มีเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่องานยุติธรรม รวมทั้งเป็นหน่วยกลางในการฝึกอบรมและพัฒนาบุคคลากรของกระบวนการยุติธรรมด้วย และตัวอย่างสุดท้ายซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของคนจำนวนมาก คือ การจัดตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษขึ้น เพื่อดูแลคดีที่มีความซับซ้อนและต้องการความเชี่ยวชาญพิเศษ เช่น คดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ พร้อมกันกับการวางระบบสอบสวนแนวใหม่ โดยให้พนักงานอัยการอาจเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะที่ปรึกษา เพื่อประโยชน์ในการวางรูปคดี และรวบรวมพยานหลักฐานตั้งแต่ต้น และขณะเดียวกันก็คำนึงถึงประโยชน์นี้แห่งความยุติธรรม ในแง่มุมของผู้ต้องหาหรือจำเลยด้วย

          ประการที่สาม กระทรวงยุติธรรมยุคใหม่จะต้องเน้นการมีบทบาทและการมีส่วนร่วมของประชาชน จุดเป้าหมายสูงสุดของกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ คือ สภาวะที่ประชาชนมีความพอใจ รู้สึกว่าสังคมที่เขาเป็นสมาชิกมีความยุติธรรมที่ได้มาตรฐาน เพื่อบรรลุถึงจุดหมายสำคัญเช่นนี้ จำเป็นที่ภาครัฐและภาคประชาชนจะต้องร่วมมือกันอย่างแข็งขัน งานคุมประพฤติหรืองานบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำความผิดก็ดี ผู้ติดยาเสพติดก็ดี ต้องการแรงหนุนช่วยจากพี่น้องประชาชน หรือเรียกว่า “ภาคประชาสังคม” กระบวนการยุติธรรมยุคใหม่ต้องเป็นกระบวนการ ยุติธรรมที่เปิดกว้าง มีประสิทธิภาพ น้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนผู้รับบริการ และนำมาปรับปรุงวิธีการทำงานให้ก้าวหน้า โปร่งใสอยู่เสมอ

          หลักสำคัญที่กล่าวมาข้างต้นทั้งสามประการนี้ มิได้สำเร็จเสร็จสิ้นภารกิจในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ตรงกันข้ามวันที่ 1 ตุลาคม 2545 จะเป็นวันเริ่มต้นที่ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกว่า ณ วันนี้ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบได้เริ่มเดินหน้าเต็มตัว ยังมีภารกิจหลายอย่างรอเราอยู่บนเส้นทางข้างหน้า กฎหมายอีกหลายฉบับยังจะต้องมีการปรับปรุงหรือบัญญัติขึ้นใหม่ให้สอดคล้องกับแนวทางนี้ ระบบงาน ทัศนคติ และการปรับบทบาทของเพื่อนข้าราชการเป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกันดูแล แต่ไม่มีสิ่งใดยากเกินความสามารถของเราได้ ขอแต่เพียงให้เรามีความตั้งใจจริง และมีความสุจริตใจที่จะทำ “ภารกิจประวัติศาสตร์” นี้ร่วมกันเท่านั้น ความสำเร็จก็จะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมของทุกคน

 
รศ.ธงทอง จันทรางศุ
รองปลัดกระทรวงยุติธรรม
 
 


โครงการเยาวชนพลยุติธรรม
457/33 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 35 แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย 10700
โทร.0-2412-3284 , 0-1826-3932 โทรสาร 0-2864-9328
www.powerjustice.com E-mail : powerjustice.com@gmail.com , sinloyma@gmail.com
ติดต่อ webmaster : suphan_tun@hotmail.com