เลี้ยงลูกอย่างไร ไม่ก้าวร้าวหรือต่อต้านสังคม
 

                            ในสังคมปัจจุบันย่อมเป็นที่ทราบและยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นสังคมที่วุ่นวายสับสน สังคมแห่งการเอาตัวรอด สังคมของการแก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น เอารัดเอาเปรียบจนถึงการคดโกง ซึ่งมิใช่แค่เพียง
เอาตัวรอด แต่เพื่อความสุขสบายเหนือผู้อื่น ดังที่ปรากฏเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ ทั้งนี้เนื่องจากความที่ไม่มีวินัย หรือขาดวินัย ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม และการทำร้าย ละเมิดสิทธิผู้อื่น โดยอ้างว่าเป็นการรักษาสิทธิตน บุคคลที่สร้างความเดือนร้อน ความวุ่นวาย สับสนให้กับสังคม มักจะมีคำกล่าวอ้าง หรือมีแนวคิดที่
“กฎต้องมีข้อยกเว้น” หรือ “ระเบียบมีไว้สำหรับฝ่า” หรือ “กฎมีไว้สำหรับฝืน” อันเป็นแนวคิดของคนที่มีบุคลิกภาพแปรปรวน ประเภทต่อต้านสังคม ซึ่งจากผลวิจัยระบุว่า มาจากสองปัจจัยสำคัญ คือ กรรมพันธุ์และการเลี้ยงดู เพราะพบว่าบางครอบครัวหรือบางตระกูล มีการถ่ายทอดบุคลิกภาพดังกล่าวสืบต่อกันหลายชั่วคน จึงเชื่อได้ว่าเป็นการถ่ายทอดทางพันธุ์กรรม อย่างไรก็ตามการเลี้ยงดูก็เป็นส่วนสำคัญยิ่งที่จะทำให้เกิดพฤติกรรมดังกล่าว เพราะการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมนั่นเอง ฉะนั้น การเลี้ยงดูบุตรหลานที่ไม่เหมาะสม ย่อมจะทำให้เด็กเหล่านั้นมีบุคลิกภาพก้าวร้าวและต่อต้านสังคมได้ หรืออีกนัยหนึ่งว่าหากมีการเลี้ยงดูที่เหมาะสม ย่อมจะปัดเป่าหรือป้องกันมิให้พฤติกรรมดังกล่าวเกิดกับเด็กของท่านได้ บุคลิกภาพแปรปรวน ชนิดต่อต้านสังคมหรือก้าวร้าว มักพบกันเสมอๆในสังคมขอให้เชื่อเถอะว่าไม่มีใครสักคนที่ต้องการที่จะสมาคมคบค้ากับบุคคลประเภทนี้ เพราะรู้ดีว่านอกจากจะเป็นอันตรายกับตัวเขาเองแล้ว ผู้ใดที่คบค้าใกล้ชิดหรือสมาคมก็จะต้องได้รับผลกระทบไปในทางลบหรือเสียหายด้วย อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นการสิ้นหวัง
เสียทีเดียวในการจะแก้ไขเยียวยาหรือป้องกันได้ โดยเฉพาะหากได้ทำการแก้ไขตั้งแต่วัยเยาว์ และแม้ว่าพบกับเด็กในวัยโตแล้วก็ยังสามารถจะบำบัดได้ ทั้งนี้ผู้ปกครองต้องยอมรับความจริงด้วยการนำบุคคลนั้น
พบจิตแพทย์ซึ่งก็จะยังสามารถพัฒนาชีวิตบุคคลนั้นให้เป็นไปอย่างปกติได้ในที่สุด

                            ศูนย์ฯ ขอนำเสนอข้อมูลจาก “ข่าวสารกรมสุขภาพจิต” ISSN 0125-6475 ซึ่งได้แนะนำวิธีการเลี้ยงดูบุตรหลานของท่านให้รอดพ้นจากการเป็นคนที่มีบุคลิกภาพแปรปรวนชนิดต่อต้านสังคม เพื่อที่คุณพ่อ
คุณแม่หรือผู้ปกครองจะสามารถนำไปใช้เป็นแบบอย่างแนวทางในการเลี้ยงดูลูกหลานให้เป็นคนดีที่สังคมต้องการ เป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญในการพัฒนาสังคม พัฒนาชาติต่อไป ดังนี้
                            1. การเลี้ยงดูด้วยเหตุผล การเลี้ยงลูกควรกระทำต่อลูกด้วยความมีเหตุมีผล ไม่ใช้อารมณ์
กับลูก เมื่อลูกทำผิดพลาดหรือประพฤติในสิ่งที่ไม่เหมาะสม ให้แนะนำตักเตือนไปที่ลักษณะของพฤติกรรมดังกล่าวด้วยท่าทีที่เป็นมิตรห่วงใยและจริงใจ ไม่ควรตำหนิรวมทั้งหมดในตัวเขา
                            2. หลีกเลี่ยงการทำโทษรุนแรง เช่นการเฆี่ยนตี การผูกมัด ทำร้ายร่างกายหรือตำหนิด้วยวาจาอย่างรุนแรง
                            3. รักษาสัญญา การฝึกฝนลูกโดยการรักษาสัญญา เป็นการสร้างความรับผิดชอบและความมีวินัยให้แก่เด็ก กล่าวคือ พ่อแม่ควรแสดงออกให้ลูกได้เห็นและให้ความสำคัญต่อการรักษาสัญญา ทั้งระหว่างพ่อแม่ลูกเพื่อเป็นการสร้างวินัยแก่ลูก
                            4. ฝึกให้ลูกมีความเมตตา อาจด้วยการให้เลี้ยงสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น สุนัข แมว ปลา ฯลฯ เป็นการฝึกลูกให้รู้จักการรักและดูแลเอาใจใส่ชีวิตของสัตว์ที่เขาเลี้ยง ซึ่งจะส่งผลให้รู้จักรักเพื่อนมนุษย์
ด้วยกันได้ในที่สุด
                            5. หมั่นสังเกตดูพฤติกรรมก้าวร้าวของลูก การแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว เช่น การทำร้ายสัตว์ ทรมานสัตว์เลี้ยง จนถึงอาจฆ่าสัตว์ด้วยวิธีการต่างๆ หรือเด็กบางคนชอบเล่นไฟ สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณแห่งความรู้สึกกดดันที่แสดงออกเชิงก้าวร้าวและการต่อต้านสังคม ซึ่งอาจรุนแรงมากขึ้นเมื่อเด็กเติบโตขึ้นจนเป็นผู้ใหญ่
นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์นายแพทย์ไพรัตน์ พฤกษ์ชาติคุณากร และแพทย์หญิง
กิตติวรรณ เทียมแก้ว จากโรงพยาบาลสวนปรุง จังหวัดเชียงใหม่ ได้บรรยายให้ความรู้ถึงหลักการในการเลี้ยงดูลูกให้มีสุขภาพจิตใจที่ดีไว้ 7 ประการ ดังต่อไปนี้
                            ประการที่ 1. เลี้ยงลูกตั้งแต่เด็ก คือ เอาใจใส่ลูกตั้งแต่ยังเล็กให้สม่ำเสมอ จนกระทั่งเขาเติบโตขึ้น เข้าใจพัฒนาการต่างๆ และมีปฏิสัมพันธ์อย่างเหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย
                            ประการที่ 2. เลี้ยงด้วยความรัก การเลี้ยงลูกต้องเลี้ยงด้วยความรักและความเข้าใจให้ความอบอุ่น เพราะลูกมนุษย์ต้องถูกเลี้ยงดูทั้งร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะดูแลพัฒนาทางจิตใจนั้นสำคัญมาก ถ้าหากเลี้ยงแต่ร่างกายให้เติบโตแต่จิตใจไม่ดี ก็อาจสร้างความเสียหายให้แก่ตัวเขาเองและสังคม
                            ประการที่ 3. เลี้ยงอย่างมีวินัย การฝึกหัดให้ลูกมีระเบียบวินับตามสมควรแก่วัยจะทำให้ลูกเข้าใจหลักการต่างๆ ที่สังคมมนุษย์ต้องมีในการอยู่ร่วมกัน การสร้างวินัยให้ลูกควรมีความยืดหยุ่นบ้าง เช่น ปกติครอบครัวต้องรับประทานอาหารร่วมกันตอน 6 โมงเย็น แต่บางวันลูกอาจสนใจกับของเล่นชิ้นใหม่หรืออื่นๆ และขอตัวไม่รับประทานอาหารพร้อมพ่อแม่ พ่อแม่อาจต้องยอมบ้างแล้วในที่สุดเมื่อเขาเล่นเสร็จก็ไปหาอาหารรับประทานเองในครัว เป็นต้น
                            ประการที่ 4 มีเวลาให้ลูกอย่างมีคุณภาพ การมีเวลาให้ลูกอย่างมีคุณภาพ คือ การใช้เวลาเพื่อแสดงความรัก ความเอาใจใส่ความห่วงใย มักพบว่าหลายครอบครัวมีเวลาอยู่กับลูกมาก แต่
ปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวขาดความมีสมานฉันท์ สมาชิกในครอบครัวรู้สึก ถึงความร้าวฉาน ความไม่อบอุ่น ดังนั้น ถึงแม้จะมีเวลาให้ลูกไม่มากนักแต่การแสดงความรัก การเอาใจใส่ที่จริงใจและอบอุ่นในเวลาอันน้อยนิดดีกว่าอยู่ด้วยกันทั้งชีวิต แต่สภาวะจิตใจเต็มไปด้วยความรู้สึกขาดและหวาดระแวง
                            ประการที่ 5 เลี้ยงลูกด้วยความประนีประนอม ความประนีประนอม คือ การรู้จักยืดหยุ่น หรือหยวนๆ บ้าง ในบางเรื่องบางครั้งไม่มาตั้งหน้าตั้งตาเอาจริงเอาจัง เอาเป็นเอาตาย โดยเฉพาะเด็กๆ เขาจะมีความรู้สึกนึกคิด หรืออยากเปลี่ยนแปลงอะไรอยู่บ้างในช่วงวัยของชีวิต หรือกิจวัตรประจำวัน เช่น ลูกอยากดูโทรทัศน์ และนอนดึกในคืนวันหยุดราชการที่ไม่ต้องไปโรงเรียน พ่อแม่ก็ควรประนีประนอม
ยอมกันบ้าง เป็นต้น
                            ประการที่ 6 ควรคุยเล่นกับลูกบ้าง การสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายระหว่างพ่อแม่ลูก อาจมีการหยอกล้อกันบ้างจะช่วยให้ชีวิตมีความสุข รู้สึกผ่อนคลาย มากกว่าสร้างความรู้สึกที่
เคร่งเครียดจริงจังอยู่ตลอดเวลา
                            ประการที่ 7 การกระทำบางอย่างของลูก ควรย้อนดูตัวเอง พ่อแม่หลายคนมักเอาตัวเองเป็นที่ตั้งมากเกินไป จนลืมสำรวจดูความรู้สึกของลูกที่เกิดจากการกระทำของตัวเอง เช่น เวลาพูดอะไรแล้วลูกปิดหูไม่ยอมฟังเมื่อถามดูว่าทำไมจึงทำอย่างนั้น ลูกอาจตอบว่าคุณแม่พูดมาก เรื่องนั้นพูดหลายครั้งจนลูกรู้สึกรำคาญ ทั้งๆ ที่เขารู้และเข้าใจแล้ว เช่น เรื่องการแปรงฟันก่อนเข้านอน เป็นต้น ดังนั้นการกระทำต่างๆ ของลูกที่สะท้อนให้พ่อแม่ พ่อแม่ควรสำรวจตัวเองและปรับตัวบ้าง ก็จะทำให้ปฏิสัมพันธ์ที่มีต่อลูกเป็นไปในทางสร้างสรรค์

 

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อคิดความเห็นดังกล่าวจะเป็นประโยนช์ต่อคุณพ่อ คุณแม่และผู้ปกครอง
ทุกท่านได้เป็นอย่างดีและสุดท้าย ขอฝากข้อคิดว่า “จงรักลูกรักหลาน โดยไม่มองข้ามหรืออย่าละเลยความเมตตา” นะครับ

ศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กและครอบครัว ศธ.

 
ข้อมูล : ข่าวสารกรมสุขภาพจิต ISSN 0125-6475
นายแพทย์ สุรพงศ์ อำพันวงษ
 
 


โครงการเยาวชนพลยุติธรรม
457/33 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 35 แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย 10700
โทร.0-2412-3284 , 0-1826-3932 โทรสาร 0-2864-9328
www.powerjustice.com E-mail : powerjustice.com@gmail.com , sinloyma@gmail.com
ติดต่อ webmaster : suphan_tun@hotmail.com